ศูนย์ความรู้ครบวงจรเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ความรู้ภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ แนวทางการคัดกรองและการแปลผล การดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมทุกระยะ สมรรถนะในการใช้กระบวนการพยาบาลในการคัดกรองและดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม และการสนับสนุนผู้ดูแลและครอบครัว เพื่อคุณภาพการดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้มีสมองเสื่อมและครอบครัว
พยาบาลวิชาชีพ
ประชาชนทั่วไป
การทำแบบประเมิน
ความรู้และแนวทางการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เพื่อการดูแลที่มีคุณภาพและเข้าใจง่าย
เข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลที่เหมาะสมเพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพร่วมกับโรคนี้
คือภาวะที่สมรรถภาพการทำงานของสมองถดถอยบกพร่องในหลายด้านร่วมกัน เช่น ด้านปริชาน อันได้แก่
1. ความจำ
2. การตัดสินใจและการวางแผน
3. การรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์
4. การใช้ภาษา
5. สมาธิหรือความใส่ใจ
6. ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว
โดยมีผลกระทบต่อความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน การทำงาน และการเข้าสังคม
แตกต่างจาก: ภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment - MCI หรือ mild neurocognitive disorder)
เป็นภาวะที่สมองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นภาวะสมองเสื่อม ผู้ที่มีภาวะนี้มักมีการสูญเสียความสามารถทางปริชานอย่างน้อย 1 ด้านจากทั้งหมด 6 ด้านของการทำงานของสมอง อย่างไรก็ตาม ความบกพร่องนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันโดยอิสระ
เป็นประเภทของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60-70 ของผู้มีภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด โดยโรคอัลไซเมอร์จะมีอาการที่โดดเด่นในเรื่องของ การสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และความจำ (Learning and memory) ซึ่งเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งรบกวนชีวิตประจำวันและกิจกรรมต่างๆ ของผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์
ความจำและการเรียนรู้ : การลืมข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้ไป การลืมวันหรือเหตุการณ์สำคัญ การถามคำถามเดิมซ้ำๆ การต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยจำ (เช่น โน้ตเตือนความจำ) หรือสมาชิกในครอบครัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องที่เคยต้องจัดการเอง
การตัดสินใจ การวางแผน : มีวิธีการคิดและตัดสินใจแปลก ๆ เอาของไปไว้ในที่หาไม่เจอและไม่ควรอยู่ เช่น เอามือถือไปใส่ตู้กับข้าว งานที่เคยถนัดกลับทำไม่ได้ เช่น ลืมวิธีขับรถ ทำอาหารรสชาติเพี้ยนไปจากเดิม จดจำกฎของเกมโปรดไม่ได้
การรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ : หลงทิศในที่คุ้นเคย สับสนทิศทางในที่ที่ไปประจำ ดูภาพไม่เข้าใจ ใกล้ไกลกะไม่ถูก เหยียบเบรกบ่อยขณะขับรถ นึกคำพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าของชิ้นนี้เรียกว่าอะไร หยุดกลางคันและไม่รู้ว่าจะพูดต่ออย่างไร
สมาธิหรือความใส่ใจ : วอกแวกสมาธิสั้น ทำอะไรทิ้ง ๆ ค้าง ๆ ไว้ทั่วบ้าน ละเลยการดูแลตนเอง ปล่อยตัว จากคนที่เคยดูดีเป็นแต่งตัวแปลก ไม่ถูกกาลเทศะ
ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว : แยกตัว ไม่อยากไปไหน ไม่เกรงสายตาสังคม ตามใจตัวเอง ทำอะไรก็ทำ ไม่สนมารยาททางสังคม
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แบ่งระยะของภาวะสมองเสื่อมไว้เป็น 3 ระยะ ได้แก่
อาการมีเพียงเล็กน้อย เช่น เริ่มมีอาการหลงลืม เสียความจำระยะสั้น ลืมสถานที่ที่คุ้นเคย แต่สุดท้ายอาจจะนึกได้
อาการเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เริ่มหลงลืมเหตุการณ์ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา หลงลืมชื่อคน จำทางกลับบ้านไม่ถูก มีปัญหาด้านการสื่อสารกับคนรอบข้าง ต้องการผู้ดูแล มีพฤติกรรมหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น หนีออกจากบ้าน ถามคำถามเดิมซ้ำๆ ก้าวร้าวเมื่อความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง
ในระยะนี้ผู้สูงอายุอาจเริ่มมีภาวะพึ่งพิงโดยสมบูรณ์ เนื่องจากมีการบกพร่องในการรู้คิดชัดเจนมากขึ้น อาการในระยะนี้ ได้แก่ ไม่ทราบและไม่สนใจเวลาและสถานที่ จำชื่อคนใกล้ตัวหรือเพื่อนไม่ได้ พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว ด่าทอ ไม่ทราบอารมณ์และความรู้สึกของคู่สนทนา เป็นต้น
- ระดับความดันโลหิตสูง (โรคความดันโลหิตสูง)
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (โรคเบาหวาน)
- น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน (ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
- การสูบบุหรี่ (เพิ่มความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ)
- การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป (ส่งผลต่อสุขภาพสมองในระยะยาว)
- การไม่ออกกำลังกาย (การออกกำลังกายช่วยป้องกันสมองเสื่อม)
- การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (ควรมีกิจกรรมสังคมและพูดคุยกับผู้อื่น)
- ภาวะซึมเศร้า (ควรรับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม)
- อายุ (พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป)
- พันธุกรรม (ครอบครัวสายตรงมีภาวะสมองเสื่อม)
- เพศหญิง (มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมนั้นค่อนข้างซับซ้อน ไม่ได้เกี่ยวกับเพศเป็นหลัก ต้องอาศัยการศึกษาวิจัยค้นคว้าเพิ่มเติม)
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ต่อเนื่องประมาณ 30 นาที/วัน อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์)
- ไม่สูบบุหรี่ (เลิกหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่เพื่อลดความเสี่ยงต่อสมองเสื่อม)
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เป็นอันตราย (ดื่มไม่เกิน 1-6 ดื่ม/สัปดาห์)
- ควบคุมน้ำหนักตัว (ตามมาตรฐานดัชนีมวลกาย BMI อยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัม/เมตร²)
- รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและได้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่
- รักษาระดับความดันโลหิต คอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ดูแลสุขภาพจิต (หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเครียด)
- ส่งเสริมกิจกรรมทางสังคม (เช่น การพบเพื่อน หรือญาติ หรือกิจกรรมอื่นที่ชอบและพอใจ)
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสมองและภาวะสมองเสื่อม
กำลังโหลดบทความ...